Effectiveness of Health Education Program by the ... nara 58.pdf88 89 who were opted to be an...

Post on 15-Feb-2020

0 views 0 download

Transcript of Effectiveness of Health Education Program by the ... nara 58.pdf88 89 who were opted to be an...

88 89

ประสทธผลของโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพ

ตอความร ความเชอและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

ในนกเรยนหญง ชนมธยมศกษาตอนปลาย จงหวดยะลา

Effectiveness of Health Education Program by the Application of Health Belief

Model on Knowledge, Belief and Prevention Behavior of Osteoporosis Among

Senior High School Girl in Yala Province

บทคดยอ

การวจยกงทดลองน มวตถประสงคเพอศกษาผลของโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพ

ของนกเรยนหญงชนมธยมศกษาปท5ตอความรความเชอและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนกลมตวอยางเปนนกเรยน

หญงโรงเรยนสทธศาสนวทยา เปนกลมทดลองและโรงเรยนดำารงวทยา เปนกลมเปรยบเทยบ ทสมครใจเขารวมกจกรรมกลมละ

19คนเครองมอทใชในการวจยคอโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพแบบสอบถามขอมลสวนบคคล

แบบสอบถามความรเกยวกบโรคกระดกพรน แบบสอบถามความเชอดานสขภาพ แบบสอบถามการรบรความสามารถของตนเอง

ในการปองกนโรคกระดกพรนและแบบสอบถามพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน วเคราะหขอมลโดย สถตเชงพรรณนาและ

สถตอางองเปนสถตนอนพาราเมตรกไดแกWilcoxonRankSumtest,Mann-Whitneytest,Kruskal-Wallistestและสถต

พาราเมตรกไดแกIndependentt-test,OnewayANCOVAและTwo-wayrepeatedmeasureANOVA

ผลการวจยพบวากลมทดลองทไดรบโปรแกรมสขศกษามคะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรนความเชอดาน

สขภาพการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนสงกวากอนได

รบโปรแกรมสขศกษาอยางมนยสำาคญทางสถตทระดบ .05 และคะแนนเฉลยสงกวากลมเปรยบเทยบ อยางมนยสำาคญทางสถตท

ระดบ.05

คำาสำาคญ :โปรแกรมสขศกษาความเชอดานสขภาพพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

Abstract Thisquasi-experimentalstudyaimedtoexploretheeffectivenessofhealtheducationprogrammebythe

applicationofhealthbeliefmodelonknowledge,beliefandpreventionbehaviorofosteoporosisamongseniorhigh

schoolfemalestudents,YalaProvince.ThesampleswereMatthayom5femalestudentsofSuttisartWittayaSchool,

นวฒนวงษหลส.บ.(Niwatwonglee,B.P.H.)1

กรรณกาเรองเดชPh.D.(KannikaRungdej,Ph.D.)2

บญสทธไชยชนะวท.ด.(BoonsitChaichana,Ph.D.)3

ไพบลยชาวสวนศรเจรญกศ.ม.,วท.ม.(PaiboonChaosuansreecharoen,M.Ed.,M.Sc.)4

4ผอำานวยการวทยาลยการสาธารณสขสรนธรจงหวดตรง

3อาจารยมหาวทยาลยราชภฏยะลา

1 นกศกษาปรญญาโทคณะวทยาศาสตรวทยาลยการสาธารณสขสรนธรจงหวดยะลาสถาบนสมทบมหาวทยาลยราชภฎยะลา2อาจารยวทยาลยการสาธารณสขสรนธรจงหวดยะลา

88 89

whowereoptedtobeanexperimentalgroup,andDamrongwittayaSchool,whowereoptedtobeacompari-

songroup(19sampleseach).Theinstrumentsusedinthestudywerethehealtheducationprogrammebythe

applicationofhealthbeliefmodel,demographicdataquestionnaire,osteoporosisquestionnaire,healthbelief

questionnaire,self-efficacyinpreventingosteoporosisquestionnaire,andosteoporosispreventivebehaviors

questionnaire.Thecollecteddatawasanalyzedusingdescriptiveandinferentialstatisticsthatincludedthe

nonparametricstatistics(WilcoxonRankSumtest,Mann-Whitneytest&Kruskal-Wallistest)andthepara-

metricstatistics(Independentt-test,One-wayANCOVAandTwo-wayrepeatedmeasureANOVA).

Thestudyfoundthattheaveragescoreofknowledgeaboutosteoporosis,healthbelief,self-efficacy

andosteoporosispreventionbehaviorsoftheexperimentalgroup,afterreceivingthehealtheducationpro-

gram,wasstatisticallysignificanthigherthanthepre-testscore(p<.05).Additionally,theaveragescoreof

knowledgeaboutosteoporosis,healthbelief,selfefficacyandosteoporosispreventionbehavioroftheexperi-

mentalgroup,afterreceivingthehealtheducationprogram,wasalsostatisticallysignificanthigherthanthe

comparisongroup(p<.05).

Keywords :HealthEducationProgram,HealthBeliefModel,OsteoporosisPreventionBehavior

บทนำา

โรคกระดกพรน(Osteoporosis)คอโรคทเกดการเปลยนแปลงโครงสรางของกระดกความหนาแนนลดลงทำาใหไม

สามารถรบนำาหนกหรอแรงกดไดกระดกจงหกงาย(สรศกดนลกานวงศ,2552)เปนภยเงยบและมความรนแรงแผขยายไปทว

โลกสงผลกระทบตอประชากรกวา75ลานคนในยโรปญปนและสหรฐอเมรกา(Chang,Anderson,&Lau,2003)ใน

ลาตนอเมรกาและตะวนออกกลางมอบตการณกระดกหกเกดขนทก3วนาทหรอประมาณ25,000คนตอวนหรอ9ลานคน

ตอป(Akesson&Mitchell,2012)ในทวปเอเชยเมอ30ปทผานมาพบอบตการณกระดกสะโพกหกจากโรคกระดกพรนเพม

ขน2-3เทาและคาดวาในป2050จะเพมมากกวารอยละ50(Mithal,Dhingra&Lau,2009)สำาหรบประเทศไทยยงไมม

รายงานสถตโรคกระดกพรนเปนรายป แตคาดการณจากจำานวนประชากรผสงอายทเพมสงขนทำาใหความชกของโรคนเพมขน

และเพศหญงจะเกดโรคกระดกพรนมากกวาเพศชาย (Songpatanasilp, 2009) โดยเฉพาะอยางยง ในสามจงหวดชายแดน

ภาคใตพบอบตการณการเกดโรคกระดกพรนสงกวาภาคอนๆของประเทศไทยและพบในเพศหญงมากกวาเพศชาย(สำานกงาน

คณะกรรมการวจยแหงชาต,2552)

สาเหตของโรคกระดกพรน มาจากจากหลายปจจย เชน อาย เพศ มประวตคนในครอบครวเคยเปนโรคกระดกพรน

(นลนทพยตำานานทอง,2552)ฮอรโมนเอสโตรเจนลดลง(Rodzik,2008)การมพฤตกรรมสขภาพทไมถกตองเชนการรบประทาน

อาหารทไมมแคลเซยม การไมออกกำาลงกาย อกทงรบประทานอาหารททำาใหมวลกระดกลดนอยลง เชน ดมสรา สบบหร เปนตน

(นลนทพยตำานานทอง,2552และสขจนทรพงษประไพ,2554)ดงนนเมออายมากขนจงมโอกาสเสยงทจะเปนโรคกระดกพรนสง

ขนทำาใหไมสามารถลกขนไปมาไดสะดวกหรอตองนอนอยกบเตยงตลอดเวลา สงผลกระทบตอสขภาพกาย จตใจ สงคมและการ

ดำารงชวตประจำาวน(OntarioOstoporosisStrategy,2003)โรคกระดกพรนสามารถปองกนและรกษามวลกระดกใหสญเสยนอย

ลงได โดยการรบประทานอาหารทมแคลเซยมอยางเพยงพอและการออกกำาลงกายทถกตองตงแตวยรนหรอวยหนมสาว (Curry&

Hogstel,2002)เนองจากโรคนเปนโรคทมสาเหตมาจากพฤตกรรมสขภาพทไมถกตองสะสมมาตงแตวยรนดงนนจงตองสรางความ

ตระหนกในการปองกนโรคโดยการใหความร ความเขาใจตงแตวยรนหรอวยหนมสาวเพอทำาใหเกดพฤตกรรมสขภาพทเหมาะสม

90 91

ลดปจจยเสยงและมคณภาพชวตทดเมอเขาสวยสงอาย (Laslett,McNeil,&Lynch, 2004) อยางไรกตามบคคลนนตอง

มแนวคดความเชอดานสขภาพ ซงจะทำาใหเกดการรบรโอกาสเสยงของโรค รถงความรนแรง รประโยชนทจะไดรบจากการ

ปองกน รบรถงอปสรรคและรบรถงความสามารถของตนเองในการปองกนโรค แลวจะทำาใหเกดความตระหนกในการปองกน

โรคทดและยงยนได(Hayden,2009)

จากการศกษาทผานมา พบวา มการศกษาในกลมอายตงแต 35 ป ขนไปและสวนใหญเปนเชงสำารวจ สำาหรบ

การศกษาในวยรนจะพบในการศกษาของตางประเทศ ซงจากการทบทวนวรรณกรรม พบวา โรคกระดกพรนเกดจากการม

พฤตกรรมสขภาพทไมเหมาะสมตงแตวยรน สวนใหญเกดกบเพศหญงแตสามารถปองกนความรนแรงไดและการใชแบบแผน

ความเชอดานสขภาพสามารถทำาใหเกดความตระหนกในการปองกนโรคได อนจะนำาไปสการมพฤตกรรมสขภาพทถกตอง

เพอการปองกนโรคกระดกพรนไดอยางเหมาะสมและมคณภาพชวตทดเมอเขาสวยผสงอาย ดงนน ผวจยจงเลงเหนความ

สำาคญของการปองกนโรคกระดกพรนตงแตวยรน โดยนำาแบบแผนความเชอดานสขภาพมาประยกตใชกบนกเรยนหญงชน

มธยมศกษาปท5โรงเรยนสทธศาสนวทยาอำาเภอธารโตจงหวดยะลา

กรอบแนวคดการวจย

การวจยครงนผวจยไดใชแบบแผนความเชอดานสขภาพ(HealthBeliefModel)เปนกรอบแนวคดในการวจยซง

โรเซนสตอก(Rosenstock,1974)ไดกลาววาบคคลใดจะมพฤตกรรมปองกนโรคนนจะตองมความเชอวาตนเองมโอกาสเสยงตอ

การเปนโรค รวาความรนแรงของโรคสงผลกระทบตอการดำาเนนชวต รวาการกระทำาทดมประโยชนจะชวยลดความรนแรงของ

โรคไดและการรบรอปสรรค/คาใชจาย และในป ค.ศ.1977 แบนดรา (Bandura) ไดเสนอใหนำาการรบรความสามารถของตน

(Self-efficacy) เขาเปนองคประกอบหนงของแบบแผนความเชอดานสขภาพ (Glanz,Lewis,&Rimer, 1997)ตอมาในป

ค.ศ.1988จงมการเพมองคประกอบการรบรความสามารถของตน(Self-efficacy)ในการปรบเปลยนพฤตกรรมเพอใชอธบาย

การเปลยนแปลงพฤตกรรมทไมเหมาะสมเชนการไมออกกำาลงกายการสบบหรการดมสราเปนตน(Rosenstock,Strecher

&Becker,1988)ดงนนจงสรปไดวาแบบแผนความเชอดานสขภาพจะสามารถทำาใหบคคลเกดความรความเชอการรบร

ความสามารถของตนเองจนเกดพฤตกรรมปองกนโรคไดอยางเหมาะสมในอนาคตดงภาพท1

ภาพท 1กรอบแนวคดการวจย

วตถประสงคของการวจย

1. เพอศกษาประสทธผลของโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพตอความรความเชอ

การรบรความสามารถของตนเองและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนในนกเรยนหญงชนมธยมศกษาตอนปลาย

โรงเรยนสทธศาสนวทยาและโรงเรยนดำารงวทยาจงหวดยะลา

2. เพอเปรยบเทยบคะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรน คะแนนเฉลยความเชอดานสขภาพ คะแนนเฉลย

การรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนและคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนระหวาง

กลมทดลองและกลมเปรยบเทยบกอนและหลงไดรบโปรแกรม

90 91

ระเบยบวธวจย

การวจยนเปนการวจยกงทดลอง(Quasiexperimentalresearch)มรปแบบการวจยแบบ2กลมวดกอนและ

หลงการทดลอง(Twogrouppretest-posttestdesign)สำาหรบความรความเชอการรบรความสามารถของตนเองและ

พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน และสำาหรบพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนมการวดซำา (Repeated measure

design)จำานวน3ครงคอวดกอนการทดลองวดหลงทดลองในสปดาหท8และวดหลงทดลองในสปดาหท12

ประชากรและกลมตวอยาง

ประชากรทใชในการวจยครงน เปนนกเรยนหญงชนมธยมศกษาปท 5 โรงเรยนสทธศาสนวทยา อำาเภอธารโต

จงหวดยะลาและโรงเรยนดำารงวทยาอำาเภอบนนงสตาจงหวดยะลาภาคการศกษาท1ปการศกษา2556จำานวน83คนสวน

กลมตวอยาง ซงสมครใจเขารวมกจกรรม เปนนกเรยนหญงชนมธยมศกษาปท 5 โรงเรยนสทธศาสนวทยา เปนกลมทดลอง

และนกเรยนหญงชนมธยมศกษาปท5โรงเรยนดำารงวทยาเปนกลมเปรยบเทยบกลมละ19คน

เครองมอทใชในการวจย

เครองมอทใชในการวจยครงนแบงเปน3สวนดงน

1. โปรแกรมสขศกษาทผวจยไดพฒนาขนเอง โดยประยกตแนวคดแบบแผนความเชอดานสขภาพของ Becker

(1974)ประกอบดวยกจกรรม8ครงรวม22ชวโมงดงตารางท1

ตารางท 1แสดงรายละเอยดโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแนวคดแบบแผนความเชอดานสขภาพ

รายละเอยดของกจกรรม วตถประสงค วธการจดกจกรรมระยะ

เวลา

1. สรางสมพนธภาพ -เพอชแจงขนตอนในการจดกจกรรม

สรางการมสวนรวม

-ทดสอบกอนทดลองแจกสมดบนทกใบงานและ

วดมวลกระดกอาจารย

1ครง

(3ชวโมง)

2. แนวคดเกยวกบ สขภาพใน

ศาสนาอสลาม

-เพอใหนกเรยนทราบถงบทบญญต

ศาสนาอสลามเกยวกบการดแลตนเอง

-บรรยายเอกสารการสอนคอมพวเตอรชวยสอน

และการตอบคำาถาม

1ครง

(3ชวโมง)

3. การใหความรเรองกระดก

พรน

-เพอใหนกเรยนทราบความหมาย

สาเหตการปองกนโรคกระดกพรน

-แจกคมอชมสอวดทศนบรรยายคอมพวเตอร

ชวยอภปรายกลมโปสเตอรการใชตวแบบและ

ทศนศกษา

1ครง

(3ชวโมง)

4. การสรางการรบรความ

สามารถของตนเองดานการรบ

ประทานอาหารและการออก

กำาลงกาย

-แจกคมอชมสอวดทศนบรรยาย

คอมพวเตอรชวยอภปรายกลมโปสเตอร

การใชตวแบบและทศนศกษา

-การบรรยายวดทศนการอภปรายกลมการสาธต

และฝกปฏบตการใชตวแบบและคอมพวเตอรชวย

สอน

3ครง

(9ชวโมง)

5. การตดตามและประเมนผล -สอบหลงการทดลองทนทในสปดาหท

8และหลงทดลองสปดาหท12

สรปแนวคดรวบยอดใหขอมลยอนกลบและการ

ชนชมในการใหความรวมมอ

2ครง

(4ชวโมง)

ซงโปรแกรมนมคาดชนความสอดคลองของเนอหา (IOC) เทากบ1ตรวจสอบโดยผเชยวชาญจำานวน3 ทาน

ดานพฤตกรรมศาสตรสตนรแพทยและนกสงเสรมสขภาพ

92 93

2.เครองมอทางวทยาศาสตรไดแกเครองวดองคประกอบภายในรางกายหรอเครองINNERSCAN(ใชชงนำาหนก

วดมวลกระดก มวลกลามเนอ เปอรเซนตไขมน เปอรเซนตนำา ระดบไขมนของอวยวะภายในชองทอง อตราการเผาผลาญ

พลงงานขนพนฐานและอายเทยบ ซงวดคาไดสำาหรบเดก ผใหญและนกกฬา) วดคามวลกระดกของอาจารยชายและหญง

ของโรงเรยนกลมทดลอง พบวา อาจารยหญงทกคนมคามวลกระดกตำากวามาตรฐาน เพอใหนกเรยนเปรยบเทยบกบคามวล

กระดกของผสงอายในการทศนศกษาณศนยอนามยท12ยะลาในชวโมงท3

3. แบบสอบถามสรางโดยผวจย ประกอบดวย ขอมลสวนบคคล แบบสอบถามวดความรเกยวกบโรคกระดกพรน

แบบสอบถามวดความเชอดานสขภาพแบบสอบถามวดการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนและ

แบบสอบถามวดพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน โดยผานการตรวจสอบความเทยงตรงเชงเนอหา (Content Validity)

โดยผทรงคณวฒและผเชยวชาญจำานวน3ทานไดคาดชนความสอดคลองของเนอหา(IOC)ดงน1)ความรเกยวกบโรคกระดก

พรน มคาระหวาง0.67 -1 2)ความเชอดานสขภาพมคาระหวาง0.67 -13)การรบรความสามารถของตนเองในการปองกน

โรคกระดกพรนมคาระหวาง 0.67 –1 และ 4) พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน มคาเทากบ 1 แบบสอบถามผานการ

ทดลองใช (Try out) กบนกเรยนชนมธยมศกษาปท 5 ทไมใชกลมเปรยบเทยบโรงเรยนดำารงวทยา อำาเภอบนนงสตา จงหวด

ยะลา แลวนำามาหาความเชอมน (Reliability) พบวา 1) แบบสอบถามวดความรเรองโรคกระดกพรน ไดคาความเชอมนของ

คเดอร-รชารดสน(Kuder-Richardson-20)KR-20เทากบ0.752)แบบสอบถามวดความเชอดานสขภาพเกยวกบโรคกระดก

พรนไดคาสมประสทธแอลฟาของครอนบาค(Cronbach)เทากบ0.723)แบบสอบถามวดความสามารถของตนเองเพอปองกน

โรคกระดกพรนไดคาสมประสทธแอลฟาของครอนบาค(Cronbach)เทากบ0.79และ4)แบบสอบถามวดพฤตกรรม

การปองกนโรคกระดกพรนไดคาสมประสทธแอลฟาของครอนบาค(Cronbach)เทากบ0.78

วธการเกบรวบรวมขอมล

การวจยครงนผวจยดำาเนนการเกบรวบรวมขอมลดวยตนเองโดยมขนตอนการดำาเนนงานดงน

1.เสนอขอการรบรองจากคณะกรรมการจรยธรรมการวจยในมนษยวทยาลยการสาธารณสขสรนธรจงหวดยะลา

เพออนมตดำาเนนการวจย

2.นำาหนงสอจากสำานกงานบณฑตศกษา มหาวทยาลยราชภฏยะลา สงถงผอำานวยการ โรงเรยนสทธศาสนวทยา

อำาเภอธารโตจงหวดยะลาและผอำานวยการของโรงเรยนดำารงวทยาอำาเภอบนนงสตาจงหวดยะลา เพอชแจงวตถประสงค

ของการวจยและขออนญาตเกบขอมล

3.ผวจยทำาหนงสอและเขาพบผอำานวยการของโรงเรยนสทธศาสนวทยาอำาเภอธารโต จงหวดยะลาและผอำานวย

การของโรงเรยนดำารงวทยาอำาเภอบนนงสตาจงหวดยะลาเพอชแจงวตถประสงคของการวจยและรายละเอยดของการดำาเนน

การวจย

4.ผวจยทำาหนงสอขออนญาตจากผอำานวยการโรงพยาบาลธารโตอำาเภอธารโตจงหวดยะลาเพอขออนเคราะห

บคลากรของโรงพยาบาลรวมเปนวทยากรในกจกรรมครงน

5.ผวจยทำาหนงสอขออนญาตจากผอำานวยการศนยอนามยท12ยะลาเพอขออนเคราะหศกษาดงานของนกเรยน

ในการตรวจภาวะโรคกระดกพรนดวยเครองDXA

6.ผวจยเกบรวบรวมขอมลดงน

6.1ผวจยชแจงเกยวกบขนตอนการดำาเนนงานวจยการเกบขอมลแกทมวทยากรและผชวยนกวจยซง

ไดแกแพทย1คนนกวชาการสาธารณสข2คนนกโภชนาการ1คนนกกายภาพบำาบด1คนเจาหนาทรงสการแพทย1คน

พยาบาลวชาชพ2คนและอาจารยสอนศาสนาอสลาม1คน

92 93

6.2ผวจยและทมงานเกบรวบรวมขอมลโดยแจกแบบสอบถามกอนทดลองในกลมทดลองและกลม

เปรยบเทยบใหทำาในหองเรยนตามเวลาทกำาหนด

6.3ผวจยนำาขอมลทไดจากการทดสอบกอนทดลองมาตรวจสอบความถกตองใหคะแนนและแปลผล

7. ผวจยจดกจกรรมตามโปรแกรมสขศกษา จำานวน 8 สปดาห แลวแจกแบบสอบถามหลงทดลองทนท ในกลม

ทดลองและกลมเปรยบเทยบและแจกแบบทดสอบอกครงหลงทดลองในสปดาหท12ทงสองกลม

8. ผวจยนำาขอมลทไดมาตรวจสอบความสมบรณและความถกตองทละฉบบแลวใหคะแนนตามเกณฑเพอทำาการ

วเคราะหขอมลตอไป

การพทกษสทธของกลมตวอยาง

กอนนำากลมตวอยางเขารวมทำาการวจยครงน ผวจยแนะนำาตวเองอธบายวตถประสงคในการวจยรวมถงขนตอนการ

เกบรวบรวมขอมลใหกลมตวอยางทราบ พรอมทงใหกลมตวอยางเปนผตดสนใจทจะเขารวมการวจยโดยสมครใจดวยตนเอง

พรอมหนงสอยนยอมเขารวมการวจยและแจงใหทราบวา เมอเขารวมการวจยแลว หากกลมตวอยางตองการออกจากการวจย

สามารถทำาไดตลอดเวลา โดยไมมผลกระทบใดๆ รวมถงไมมผลตอคะแนนหรอเกรดของนกเรยนแตอยางใดขอมลทไดจากกลม

ตวอยางจะถอเปนความลบและจะนำาไปใชประโยชนทางวชาการเทานนการวเคราะหและการนำาเสนอขอมลจะกระทำาในภาพรวม

โดยมการลงรหสหมายเลขแทนชอของกลมตวอยาง เมอสนสดการวจยแลว กลมเปรยบเทยบจะไดรบการแนะนำา การใหความร

เกยวกบเรองโรคกระดกพรนความหมายสาเหตความรนแรงอปสรรคในการปองกนการวนจฉยโรคกระดกพรนชมวดทศน

คอมพวเตอรชวยสอนเชนเดยวกบกลมทดลองไดรบ

การวเคราะหขอมล

เนองจากกลมตวอยางมขนาดตวอยางมขนาดนอยกวา 30 ผวจยจงไดตรวจสอบการแจกแจงของขอมลโดยใชสถต

Kolmogorov-Smirnovtest(ทรงศกดภสออน,2556)เพอใชสถตทเหมาะสมพบวา

1. ขอมลสวนบคคลทมการแจกแจงโคงปกตไดแกสวนสงนำาหนกและรายไดของครอบครวขอมลทมการแจกแจง

โคงไมปกตไดแกอายคาใชจายตอวนลกษณะประจำาเดอนโรคประจำาตวการรบประทานยาประจำาการดมนำาชากาแฟการได

รบแสงแดดประวตครอบครวเปนโรคกระดกพรนและการออกกำาลงกาย

2. ขอมลเกยวกบการรบรความสามารถของตนเอง มการแจกแจงโคงปกต สวนความรเกยวกบโรคกระดกพรน

ความเชอดานสขภาพ และพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน มการแจกแจงโคงไมปกต ดงนน กรณทมการแจกแจงขอมล

โคงปกตจะเปรยบเทยบคาเฉลยของกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ ใชสถตการทดสอบ Independent t-test เปรยบเทยบ

คาเฉลยกอนและหลงทดลองใชสถตการทดสอบOnewayANCOVAกรณทมการแจกแจงโคงไมปกตจะเปรยบเทยบคา

เฉลยของกลมตวอยางสองกลมทไมเปนอสระตอกนดวยการทดสอบWilcoxonRankSumtestและเปรยบเทยบคาเฉลยของ

กลมทดลองและกลมเปรยบเทยบใชการทดสอบMann-Whitneytest(ทรงศกดภสออน,2556)

ผวจยนำาขอมลทไดจากการเกบรวบรวมมาวเคราะหโดยใชโปรแกรมคอมพวเตอรสำาเรจรปดงน

1. บรรยายขอมลสวนบคคลของกลมตวอยาง โดยใชสถตเชงพรรณนาประกอบดวยความถ คาเฉลย คาเบยงเบน

มาตรฐานการทดสอบMann-WhitneytestการทดสอบChi-squareและการทดสอบIndependentt-test

2. ใชสถตนอนพาราเมตรก ในการเปรยบเทยบความแตกตางคะแนนเฉลยทการแจกแจงไมเปนโคงปกต ระหวาง

กอนและหลงการทดลอง โดยการทดสอบWilcoxonRank Sum test และเปรยบเทยบความแตกตางคะแนนเฉลยระหวาง

กลมทดลองและกลมเปรยบเทยบโดยการทดสอบMann-Whitneytest

94 95

3.ใชสถตพาราเมตรกในการเปรยบเทยบความแตกตางคะแนนเฉลยทการแจกแจงโคงปกตเปรยบเทยบความแตก

ตางคะแนนเฉลยระหวางกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบใชการทดสอบIndependentt-testและOnewayANCOVA

4. การเปรยบเทยบความแตกตางคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนของกลมตวอยาง กอนทดลอง

หลงทดลองและหลงสนสดโปรแกรมในสปดาหท12ใชสถตKruskal-Wallistestและเปรยบเทยบระหวางกลมทดลองและ

กลมควบคมโดยใชสถตTwo-wayrepeatedmeasureANOVA

ผลการวจย

1. ลกษณะสวนบคคล พบวา

1.1 กลมทดลองมอายเฉลย 16.74 ป ( = 16.74 ,S.D.=0.73) สวนสงเฉลย157.21 เซนตเมตร (

=157.21,S.D.=4.44)นำาหนกเฉลย47.68กโลกรม( =47.68S.D.=5.56)รายไดเฉลยตอเดอนเฉลย10,421.05บาท(

=10421.05,S.D.=4000.91)คาใชจายเฉลยตอวนสวนใหญ30-100บาท(รอยละ78.95)ลกษณะประจำาเดอนสวนใหญปกต

(รอยละ78.95)สวนใหญไมมโรคประจำาตวรอยละ82.21การดมนำาชากาแฟสวนใหญไมดมเปนประจำารอยละ78.95การสวน

ใหญออกกำาลงกายนอยกวา3วนตอสปดาหรอยละ57.89สวนใหญสามารถไดรบแสงแดดสปดาหละ6-7วนรอยละ78.95ทก

คนไมมโรคประจำาตวและในครอบครวไมมประวตเปนโรคกระดกพรน

1.2กลมเปรยบเทยบมอายเฉลย17ป( =17.00,S.D.=0.33)สวนสงเฉลย155.21เซนตเมตร(

=155.21,S.D.=9.01)นำาหนกเฉลย45.47กโลกรม( =45.47,S.D.=5.29)รายไดเฉลยตอเดอนเฉลย7,894.74บาท(

=7894.74,S.D.=3016.52)คาใชจายเฉลยตอวนสวนใหญ30-100บาท(รอยละ78.95)ลกษณะประจำาเดอนสวนใหญปกต

(รอยละ84.21)สวนใหญไมมโรคประจำาตวรอยละ94.74การดมนำาชากาแฟสวนใหญไมดมเปนประจำารอยละ73.68การสวน

ใหญออกกำาลงกายนอยกวา3วนตอสปดาหรอยละ84.21สวนใหญสามารถไดรบแสงแดดสปดาหละ6-7วนรอยละ42.11ทก

คนไมมโรคประจำาตวและในครอบครวไมมประวตเปนโรคกระดกพรน

2. ผลการวเคราะหความรเกยวกบโรคกระดกพรน ความเชอดานสขภาพ การรบรความสามารถของตนเองใน

การปองกนโรคกระดกพรนและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนกอนทดลองและหลงทดลองสปดาหท8ของกลมทดลอง

และกลมเปรยบเทยบพบวา กอนทดลอง ทงสองกลมมคะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรน ความเชอดานสขภาพและ

พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนไมแตกตางกน แตหลงทดลองพบวากลมทดลองมคะแนนเฉลยสงกวากลมเปรยบเทยบ

ดงตารางท 2 ยกเวนการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนทพบวา กอนทดลอง ทงสองกลมมคะแนน

เฉลยแตกตางกนดงตารางท3แตหลงทดลองพบวากลมทดลองมคะแนนเฉลยสงกวากลมเปรยบเทยบดงตารางท4

ตารางท 2ผลการเปรยบเทยบคะแนนเฉลยของความรเกยวกบโรคกระดกพรนความเชอดานสขภาพและพฤตกรรมการปองกน

โรคกระดกพรนกอนทดลองและหลงทดลองสปดาหท8ระหวางกลมทดลองและกลมปรยบเทยบ

ระยะเวลาทดลอง / ตวแปรกลมทดลอง กลมเปรยบเทยบ

p-valueMean Mean

กอนทดลอง

ความรเกยวกบโรคกระดกพรน

ความเชอดานสขภาพ

พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

7.32

3.73

2.18

22.82

20.39

22.29

6.05

3.68

2.02

16.18

18.61

16.71

1.86

.49

1.56

.06

.62

.12

94 95

ตารางท 2 (ตอ)ผลการเปรยบเทยบคะแนนเฉลยของความรเกยวกบโรคกระดกพรนความเชอดานสขภาพและพฤตกรรมการ

ปองกนโรคกระดกพรนกอนทดลองและหลงทดลองสปดาหท8ระหวางกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ

ระยะเวลาทดลอง / ตวแปรกลมทดลอง กลมเปรยบเทยบ

Z p-valueMean Mean

หลงทดลองสปดาหท 8

ความรเกยวกบโรคกระดกพรน

ความเชอดานสขภาพ

พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

14.00

4.58

2.54

29.00

28.37

28.24

6.47

3.53

1.97

10.00

10.63

10.76

5.39

4.93

4.89

.00*

.00*

.00*

*p<.05

ตารางท 3 ผลการเปรยบเทยบคะแนนเฉลยของการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรน กอนทดลอง

ระหวางกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ

การรบรความสามารถของตนเอง กลมทดลอง (n=19) กลมเปรยบเทยบ (n=19) p-value

S.D. S.D.

กอนทดลอง 6.20 .71 4.77 1.28 .00*

*p<.05ตารางท 4 ผลการเปรยบเทยบคะแนนเฉลยของการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรน หลงทดลอง

สปดาหท8ระหวางกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ

แหลงของความแปรปรวน SS df MS F p-value

ตวแปรรวม

กลม

ความคลาดเคลอน

รวม

.30

28.38

43.95

72.63

1

1

35

37

.30

28.38

1.25

.24

22.59

.63

.00*

*p<.05

3. ผลการวเคราะหขอมลเกยวกบพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนระหวางกอนทดลองหลงการทดลอง

สปดาหท8และหลงทดลองสปดาหท12ของกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบพบวากลมทดลองมคะแนนเฉลยเพมขนจาก

กอนทดลองสวนกลมเปรยบเทยบมคะแนนเฉลยไมแตกตางกนดงตารางท5

ตารางท 5 การเปรยบเทยบคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน ระหวางกอนทดลอง หลงทดลองสปดาหท 8

และหลงทดลองสปดาหท12ของกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ

กลม จำานวน Mean Rank Z p-value

กอนทดลอง

กลมทดลอง

กลมเปรยบเทยบ

19

19

2.18

2.01

22.29

16.71

1.56 .12

96 97

ตารางท 5(ตอ)การเปรยบเทยบคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนระหวางกอนทดลองหลงทดลองสปดาห

ท8และหลงทดลองสปดาหท12ของกลมทดลองและกลมเปรยบเทยบ

กลม จำานวน Mean Rank p-value

หลงทดลองสปดาหท 8

กลมทดลอง

กลมเปรยบเทยบ

19

19

2.53

1.97

28.24

10.76

4.89 .00*

หลงทดลองสปดาหท 12

กลมทดลอง

กลมเปรยบเทยบ

19

19

2.58

1.90

28.84

10.16

5.20 .00*

*p<.05อภปรายผล

ผลการศกษาครงนพบวาคะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรนความเชอดานสขภาพการรบรความสามารถ

ของตนเองและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนหลงไดรบโปรแกรมสขศกษาฯ สงกวากอนไดรบโปรแกรมโดยเฉพาะ

อยางยงสงผลใหกลมทดลองทไดรบโปรแกรมมพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนทดและมแนวโนมทยงยนซงอธบายไดดงน

ประสทธผลของโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพ

พบวาโปรแกรมสขศกษาโดยประยกตแบบแผนความเชอดานสขภาพมผลตอพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

ของกลมทดลอง โดยในระยะกอนทดลอง (ครงท 1) มคะแนนเฉลยพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนตำาทสด ( =2.18,

Mean Rank=22.29) เพราะกลมตวอยางยงไมมความรในเรองการปองกนโรค เมอกลมทดลองไดรบโปรแกรมสขศกษาทผ

วจยไดพฒนาขน(ครงท2สปดาหท8)ทำาใหกลมทดลองมคะแนนเฉลยสงขน( =2.53,MeanRank=28.24)หลงจากนน

ผวจยไดยตการใหสขศกษาแลวมการทดสอบอกครงในสปดาหท 12 (ครงท 3) กลมทดลองมคะแนนเฉลยสงไมแตกตางจาก

ครงท 2 ( =2.58,MeanRank=28.84) แสดงวาพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนยงคงอยในชวงเวลาหลงทดลอง 4

สปดาห นนหมายถงโปรแกรมสขศกษามผลใหเกดพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนและมความยงยนในการเรยนรของกลม

ทดลอง ซงเปนผลจากกจกรรมทจดขนนนเขาใจไดงาย เหมาะสมกบบรบทของนกเรยน เชน การใหความรโดยแพทยแผน

ปจจบนการสาธตการจดเมนอาหารทมแคลเซยมจากอาหารในทองถนการทำานำาผลไมทหาไดในทองถนเพอปองกนโรคกระดก

พรนการใชอาสาสมครมาเลาประสบการณเกยวกบความทกขและการดแลตนเองจากโรคกระดกพรนการสาธตการใชยางยด

ทสรางขนเอง เปนตน ในขณะทกลมเปรยบเทยบทไมไดรบโปรแกรมสขศกษามคะแนนเฉลยทง 3ครง ไมแตกตางกน (

=2.01,MeanRank=16.71, =1.97,MeanRank=10.76และ =1.90,MeanRank=10.16ตามลำาดบ)

คะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรนคะแนนเฉลยความเชอดานสขภาพคะแนนเฉลยการรบรความสามารถ

ของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนและคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนระหวางกลมทดลองและกลม

เปรยบเทยบกอนและหลงไดรบโปรแกรมฯ

1. ความรเกยวกบโรคกระดกพรน

จากการศกษาพบวาภายหลงการดำาเนนการใหโปรแกรมสขศกษากลมทดลองมความรเกยวกบโรคกระดกพรนสงกวา

กอนทดลองและสงกวากลมเปรยบเทยบเนองจากโปรแกรมสขศกษาทจดขนมกจกรรมทเสรมใหเกดความรเชนการใหความรโดย

แพทยการดวดทศนการพบปะกบผทมประสบการณโดยตรงการเลอกรบประทานอาหารและออกกำาลงกายทเหมาะสมทาทางทใช

96 97

ในชวตประจำาวนเหมาะสำาหรบปองกนกระดกพรน รวมถงการเรยนรดวยตนเองจากคอมพวเตอรชวยสอนทผวจยไดสรางขน

ซงสอดคลองกบแนวคดทวา เมอมนษยทราบภาวะคกคามทจะมาถงตนเองคนๆนนจะปฏบตตามคำาแนะนำาเพอปองกนโรคและ

สามารถแกไขและจดการกบปญหานนโดยคำานงถงผลประโยชนทตนจะไดรบเปนกรอบในการสรางขาวสารทางสขภาพ เพอให

บคคลตดสนใจทจะมสขภาพทด(สปรยาตนสกล,2550)และสอดคลองกบสวทยมลคำาและอรทยมลคำา(2553)ทกลาว

วารปแบบการใหสขศกษาทดมหลายวธเชนใชคอมพวเตอรชวยสอนใชชดการสอนบทเรยนสำาเรจรปการทศนศกษาเปนตน

และสอดคลองกบงานวจยของSedlak,Dohey,&Jones(2000)ทศกษาเรองโปรแกรมการใหสขศกษาโรคกระดกพรนเพอ

ปรบเปลยนความรและพฤตกรรมพบวาผเขารวมโปรแกรมมความรทสงขนอยางมนยสำาคญทางสถต

2. ความเชอดานสขภาพ

จากการศกษาพบวา ภายหลงการดำาเนนการใหโปรแกรมสขศกษา กลมทดลองมความเชอดานสขภาพสงกวากอน

ทดลองและสงกวากลมเปรยบเทยบเนองจากโปรแกรมสขศกษาซงประกอบดวยแนวคดเกยวกบสขภาพในศาสนาอสลามสง

เสรมใหมสลมออกกำาลงกายโดยวธการตางๆและยำาวามสลมทแขงแรงดกวามสลมทออนแอเปนตนมการวดคามวลกระดก

ของอาจารยผสอนทงหญงและชายดวยเครอง INNERSCAN เพอประเมนคามวลกระดกพบวาอาจารยผหญงทกคนมคา

มวลกระดกตำากวาเกณฑทกำาหนดไว อนเกดจากไมคอยไดออกกำาลงกายและการรบประทานอาหารทขาดแคลเซยมซงเสยง

ตอการเกดโรคกระดกพรนในอนาคต ทำาใหกลมทดลองเกดความเชอวาตองปรบเปลยนพฤตกรรมออกกำาลงกายและการรบ

ประทานอาหารเพอปองกนโรคกระดกพรน สอดคลองสปรยา ตนสกล (2550) ทกลาววาเมอมนษยเกดความกลว และทราบ

ภาวะคกคามทจะมาถงตนเอง คนๆ นนจะปฏบตตามคำาแนะนำาเพอปองกนโรคและสามารถแกไขปญหานนโดยคำานงถงผล

ประโยชนทตนจะไดรบเพอดงดดใหบคคลตดสนใจทจะมสขภาพทด

3. การรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรน

จากการศกษาพบวา ภายหลงการดำาเนนการทดลองตามแผนโปรแกรมสขศกษา กลมทดลองมการรบรความ

สามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรน มคะแนนเฉลยสงกวากอนไดรบโปรแกรมสขศกษาและสงกวากลมเปรยบ

เทยบเนองจากกจกรรมตางๆทจดขนชวยสงเสรมใหบคลากรเกดการรบรความสามารถของตนเองตามแนวคดการรบรความ

สามารถของตนเอง(Self-efficacy)ของBandura(1997)โดยใชวธการสรางประสบการณในวธการออกกำาลงกายของผหญง

มสลม อกทงยงไดรบการใหความรในการเลอกรบประทานอาหาร การใชสมนไพร โดยใหนกเรยนทดลองปฏบตเองสาธตการ

ออกกำาลงกายทถกวธสำาหรบปองกนโรคกระดกพรนจากนกกายภาพบำาบดโดยสาธตการวง การใชยางยด การใชดมเบลลท

สามารถสรางเองไดทำาใหการรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนสงกวากอนไดรบโปรแกรมสขศกษาซง

สอดคลองกบการศกษาเรองการวเคราะหสาเหตพฤตกรรมการออกกำาลงกายและการบรโภคแคลเซยมสำาหรบการปองกนโรค

กระดกพรนของสตรวยรนในประเทศไทย พบวา กลมทดลองสามารถปรบเปลยนการบรโภคแคลเซยมและการออกกำาลงกาย

เพมขน(Piaseu,Schepp&Belza,2002)

4. พฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรน

จากการศกษาพบวา ภายหลงการดำาเนนการทดลองตามแผนโปรแกรมสขศกษา กลมทดลองมพฤตกรรมการ

ปองกนโรคกระดกพรน มคะแนนเฉลยสงกวากอนไดรบโปรแกรมสขศกษาและสงกวากลมเปรยบเทยบ เปนผลจากกจกรรม

ทจดขนทสงเสรมใหเกดพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนทางดานรบประทานอาหารและการออกกำาลงกาย เชนการสาธตการ

จดเมนอาหารทมแคลเซยม การทำานำาผลไมเพอปองกนโรคกระดกพรนและใหลงมอปฏบตจรง การคำานวณปรมาณแคลเซยม

ในอาหารและมการสาธตการใชยางยดพรอมทงใหกลมทดลองฝกปฏบตซงสอดคลองกบการศกษาเรองประสทธผลของ

การใหความรและพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนพบวาพฤตกรรมการปองกนโรคจะเกดการเปลยนแปลงยาก

98 99

ตองใชระยะพอควรแตหากมสอการสอนทดผสมผสานกจะทำาใหผนนมสภาวะแหงอารมณทเปนบวก พรอมทจะเปลยนแปลง

พฤตกรรมทดได (Anderson, Chad, & Spink, 2005) สอดคลองกบงานวจย เรอง การประยกตใชทฤษฎแบบแผนความ

เชอดานสขภาพสำาหรบการปองกนโรคกระดกพรนในนกเรยนหญงระดบมธยมศกษา เมองกมซาร ประเทศอหราน โดยใช

สอตางๆ เชนpowerpoint การอภปรายกลมการเลนบทบาทสมมต มอาสาสมครมาเลาประสบการณเกยวกบกระดกหก

จากโรคกระดกพรน พบวา หลงใหโปรแกรม นกเรยนมพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนเพมขนอยางมนยสำาคญทางสถต

เนองจากนกเรยนเชอวาผลดจะเกดกบสขภาพของตนหากมการปองกนไวกอน (Hazavehei, Taghdisi, & Saidi, 2007)

อกทงสอดคลองกบงานวจยเรองการใหสขศกษาในวทยาลยสตร รฐมชแกนพบวาพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนของ

กลมทดลองสงกวากอนไดรบโปรแกรมสขศกษาและสงกวากลมเปรยบเทยบ (Rodzik, 2008) และหากสงทนำามาสอนทเขาใจ

ไดงายและเหมาะสมกบบรบทของตนจะทำาใหกลมทดลองมพฤตกรรมปองกนทดได(Whitehead&Russell,2004)

สรป

งานวจยนสรปไดวาโปรแกรมสขศกษามผลใหเกดพฤตกรรมปองกนโรคกระดกพรนและมความยงยนในกลมทดลอง

โดยเมอผวจยไดยตการใหสขศกษาหลงการทดสอบในครงท 2 (สปดาหท 8) แลวทดสอบใหมอกครงในครงท 3 (สปดาหท

12) พบวา กลมทดลองมคะแนนเฉลยไมแตกตางจากครงท 2 แสดงวาพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนยงคงอยในชวง

เวลาหลงทดลอง 4 สปดาห และคะแนนเฉลยความรเกยวกบโรคกระดกพรนคะแนนเฉลยความเชอดานสขภาพคะแนนเฉลย

การรบรความสามารถของตนเองในการปองกนโรคกระดกพรนและคะแนนเฉลยพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนหลงได

รบโปรแกรมของกลมทดลองสงกวากลมเปรยบเทยบ ทงนการปรบเปลยนพฤตกรรมนจำาเปนตองมการประเมนผลโปรแกรม

สขศกษาอยางตอเนองตอไปเปนระยะๆเพอใหพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนยงคงอยจนเกดเปนกจวตรประจำาวน

ขอเสนอแนะ

ดานการนำาผลการวจยไปใชประโยชน

โปรแกรมสขศกษานเหมาะสมกบนกเรยนวยรนหญงทนบถอศาสนาอสลาม เพราะแบบแผนความเชอดานสขภาพทจด

ขนเหมาะสมกบศาสนาอสลาม เชน การออกกำาลงกายทแตงกายมดชด เปนตน หากนำาไปใชกบวยรนมสลมทไมใชนกเรยนหรอ

วยรนศาสนาอน ตองปรบปรงกจกรรมและสอตางๆ ใหเหมาะสมกอนนำาไปใช และควรจดกจกรรมตางๆ อยางตอเนอง หรอม

โปรแกรมกระตนเพอใหเกดพฤตกรรมการปองกนโรคกระดกพรนเปนกจวตรประจำาวนของวยรนหญงได

ดานการวจย

1.ควรทำาการวจยเพอตดตามผลการใชโปรแกรมสขศกษาในระยะยาวเพอศกษาความคงทนและยงยนของโปรแกรม

2. ควรมการวจยเพอพฒนาโปรแกรมสำาหรบใชกบทกศาสนาไดเนองจากเมออายมากขนจะมแนวโนมเกดโรค

กระดกพรนสงขนในทกศาสนา

3. ควรมการวจยซำาเพอเพมประสทธภาพของโปรแกรม โดยทำาในกลมทมขนาดใหญขนและมมาตรการทชดเจน

ทงจำานวนครงในการใหสขศกษาระยะเวลาในการปฏบตและประเมนผลรวมทงอปกรณและเครองมอทใชในการวจย

รายการอางอง

ทรงศกดภสออน.(2556).การประยกตใช SPSS วเคราะหขอมลงานวจย(พมพครงท6).มหาสารคาม:ตกศลาการพมพ.

นลนทพยตำานานทอง.(2552).ชดความรเบองตนเรองการปองกนโรคกระดกพรนสำาหรบประชาชน.กรงเทพมหานคร

:มลนธโรคกระดกพรนแหงประเทศไทย.

98 99

สำานกงานคณะกรรมการวจยแหงชาต.(2552).โครงการบรณาการ การพฒนาคณภาพชวตของประชาชนใน 3 จงหวดชายแดน

ภาคใต.กรงเทพมหานคร:สามลดา.

สขจนทรพงษประไพ.(2554).ชดความรเบองตนเรองการปองกนโรคกระดกพรนสำาหรบประชาชน.กรงเทพมหานคร

:มลนธโรคกระดกพรนแหงประเทศไทย.

สปรยาตนสกล.(2550).ทฤษฎทางพฤตกรรมศาสตร:แนวทางการดำาเนนงานในงานสขศกษาและสงเสรมสขภาพ.

วารสารสขศกษา, 30(105),4.

สรศกดนลกานวงศ.(2552).ชดความรเบองตนเรองการปองกนโรคกระดกพรนสำาหรบประชาชน.กรงเทพมหานคร

:มลนธโรคกระดกพรนแหงประเทศไทย.

สวทยมลคำาและอรทยมลคำา.(2553).20 วธจดการเรยนรเพอพฒนาคณธรรม จรยธรรม คานยมการเรยนรโดยการ

แสวงหาความรดวยตนเอง.(พมพครงท9).กรงเทพมหานคร:ภาพพมพ.

Akesson,K.&Mitchell,P.(2012).Capture the Fracture : a Global Campaign to Break the Fragility Fracture

Cycle. Switzerland:InternationalOsteoporosisFoundation.

Anderson,K.,Chad,K.&Spink,K.(2005).OsteoporosisKnowledge,belief,andpracticeamong

adolescentfemales.Journal of Adolescent Health, 36(4),305-312.

Bandura,A.(1979).Onecumenisminresearchperspectives.Cognitive Therapy and Research, 3,245-248

Becker,M.H.(Ed).(1974).The Health Belief Model and Personal Health Behavior Thorofare. NewYork:Slack.

Chang,K.,Anderson,M.,&Lau,E.(2003).Exerciseintervention:defusingtheworldosteoporosistime

bomb.Bulletin of the world Health Organization, 81(11),827-830.

Curry,L.,&Hogtstel,M.(2002).Osteoporosiseducationandawarenesscanmakeadifference.

American Journal of Nursing, 102(1),26-28.

Glanz,K.,MarcusLewis,F.&Rimer,B.K.(1997).Theory at a Glance : A Guide for Health Promotion

Practice.Maryland:NationalInstituteofHealth.

Hayden,J.A.(2009).Health Belief Model.NewJersey:JonesandBarlett.

Hazavehei,S.M.,Taghdisi,M.H.&Saidi,M.(2007).ApplicationoftheHealthBeliefModelforosteoporosis

preventionamongmiddleschoolgirlstudents,Garmsar,Iran.Education for Health (England),

20(1),23.

Laslett,L.,McNeil,J.&Lynch,J.(2004).Patienteducation-theforgottenlinkinmanagingosteoporosis.

Australian Family Physician, 33(3),121.

OntarioOstoporosisStrategy.(2003).Report of the Osteoporosis action plan committee to the ministry of

health and long-term care.RetrievedNovember25,2012,from

http://www.health.gov.on.ca/english/public/pub/.../osteo0205.pdf.

Mithal,A.,Dhingra,V.&Lau,E.(2009).The Asian Audit Epidemiology, cost and burden

of osteoporosis in Asia 2009.Switzerland:InternationalOsteoporosisFoundation.

100 101

Piaseu,N.,Schepp,K.&Belza,B.(2002).Causalanalysisofexerciseandcalciumintakebehaviorsfor

osteoporosispreventionamongyoungwomeninThailand.Health Care for Women International,

23(4),364-376.

Rodzik,E.(2008).Osteoporosis education in college-age of women.MasterofScienceinNursing,

EasternMishiganUniversity.

Rosenstock,I.M.(1974).Historicaloriginsofthehealthbeliefmodel.Health Education Monographs, 2(4),

328-335.

Rosenstock,I.M,Strecher,V.J.&Becker,M.H.(1988).SociallearningtheoryandtheHealthBeliefModel.

Health Education Quarterly, 15(2),175-183.

Sedlak,C.A.,Doheny,M.O.&Jones,S.L.(2000).Osteoporosis education programs: changing knowledge and

behaviors. RetrievedDecember13,2012,fromhttp://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11013003.

Songpatanasilp,T.(2009).The Asian Audit Epidemiology, cost and burden of osteoporosis in Asia

2009.Switzerland:InternationalOsteoporosisFoundation.

Whitehead,D.,&Russel,G.(2004).Howeffectivearehealtheducationprogrammes–resistance,

reactance,rationalityandrisk?Recommendationsforeffectivepractice.International Journal of

Nursing Studies, 41(2),170.